วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2552

เกิดเพราะกรรม หรือ ความซวย



เกิดเพราะกรรมหรือความซวย
๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๑
เวลา ๒๒.๓๙ น.

สิ้นปีแล้วสินะ ท้องฟ้าคืนนี้ดูสดใส ดวงดาวข้างแรมยังเต็มท้องฟ้า พระจันทร์ยิ้มแย้มส่งท้ายปีหนู สายลมหนาวยังคงพัดแรง อากาศบ้านนอกช่างดูเงียบสงบและอบอุ่นเสมอที่ได้กลับมาอยู่บ้าน อยู่ที่ไหนก็ไม่สุขใจเท่าบ้านเรา

ปีเก่าที่ผ่านไปรวดเร็วจนจับอารมณ์ตัวเองไม่ได้ กับเรื่องราวร้อยแปดพันเก้าที่ผ่านเข้ามาในชีวิต กิจกรรมส่งท้ายปีนี้ ก็คือการเที่ยวส่งท้ายปีเก่าที่ บ้านภูนรินทร์ อ.ปากช่อง กับ ภูสวยลมหนาวรีสอร์ท อ.วังน้ำเขียว ได้พบผู้คน ล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสนที่มีความคิดไปเที่ยวก่อนขึ้นปีใหม่เหมือนกัน ๆ อากาศหนาวสมกับหน้าหนาวใส่เสื้อกันหนาวคุ้มจริง ๆ ส่งท้ายด้วยการขายทองคำแท่งทำกำไรเข้ากระเป๋าไป ๑ ล็อต แล้วก็รอรถหวานเย็นมารับลงจากดอยอีก ๑ ล็อต อยู่อย่างพอเพียง ด้วนการออมเงิน และเพิ่มมูลค่าเงินด้วยการเก็งกำไรทองแท่ง ทำกำไรในช่วงสั้น ๆ ถ้าทองลงบ่อยและขึ้นบ่อย ๆ โอกาสที่จะทำเงินก็คงมีมากขึ้น “ไม่ใช้เกินมี เราก็จะมีเกินใช้ ”

แล้วท้ายสุดก็จบไปแล้วกับการอ่านหนังสือแนวศาสนา “ เกิดเพราะกรรม หรือความซวย ” ของทันตแพทย์สม สุจีรา เจ้าของผลงาน “ พระพุทธเจ้าพบ ไอน์สไตน์เห็น” หนังสือ Best seller คราวนี้กลับมาเขียนเรื่องพุทธศาสนาในแนววิทยาศาสตร์ว่าด้วยเรื่องของเจ้ากรรมนายเวร แท้จริงแล้วคือ ผัสสะ (สัมผัส) เวทนา (การรับรู้) และตัณหา (ความอยากได้ใคร่มี) ของคนเรานี่เอง เจ้ากรรมนายเวรหามีตัวตนไม่ แท้จริงแล้วคือการรับรู้ของจิตทั้ง ๕๒ ดวงที่อยู่ในกายของเรานี่เอง

ถ้าเรารู้ทันอารมณ์ตัวเองเจ้ากรรมนายเวรก็จะไม่เกิด หากแต่กายดับแต่จิตและความรู้สึกของชาติที่ผ่านยังคงอยู่และพร้อมไปเกิดใหม่ได้ทันทีในเวลาที่หมดลมหายใจ แท้จริงแล้วบุพเพสันนิวาสเป็นเรื่องของการบันทึกไว้ในจิตตั้งแต่ชาติภพที่ผ่านมา ชาติไหน ๆ ก็ไม่คลาดไม่แคล้วไปจากกัน คนเรามักมีความเชื่อที่ไม่ถูกต้องกับคำว่า “ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ”และเรามักเชื่อกันว่า “ ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป ” แท้จริงแล้วคือ “ ทำดี ดี ทำชั่ว ชั่ว จึงจะเป็นคำสอนที่ถูกต้อง ขออานิสงค์ของการทำดีจงเกิดกับคนที่คิดดีและทำดีทุกผู้คนด้วยเทอญ สาธุ

ยิ่งดึกอากาศยิ่งเย็น พระจันทร์ยังคงยิ้มแย้ม ดาวศุกร์ยังคงสุกปลั่งสว่างไสว ผู้คนเริงร่ารอเวลานับถอยหลังเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่วันใหม่ เผชิญกับสิ่งใหม่ ๆ ในชีวิต พระจันทร์ยังคงยิ้มให้ ไม่มีอะไรดีไปกว่ายิ้มให้กับตัวเอง ยิ้มให้คนข้างกาย ทำตัวเองให้มีความสุขเหมือนกับทุก ๆ วันที่ผ่านมา ไม่มีอะไรดีไปกว่าการเข้านอนและหลับฝันดี ... ราตรีสวัสดิ์ท้องฟ้าและดวงดาวบนฟ้าไกล



๑ มกราคม ๒๕๕๒
เวลา ๐๙.๓๙ น.

วันใหม่ของปีฉลูแล้ว วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส ฟ้าเป็นสีฟ้า เมฆสีขาวปุกปุยลอยอยู่บนท้องฟ้า สายลมหนาวยังคงพัดแรงจนรู้สึกหนาวอ่านความหนาวเย็นได้ ๒๖ องศา ที่วังน้ำเขียวอากาศคงเย็นกว่านี้แน่นอน อากาศหนาว แบบนี้ หนาวจนไม่อยากจะลุกจากที่นอน แต่ก็ต้องตื่นด้วยเสียงพระราชดำรัสประทานพรวันปีใหม่จากในหลวง เป็นเวลาที่เฝ้ารอคอยอยากจะได้ยินท่านพูดอีก รู้สึกตื้นตันและปลาบปลื้มที่ตัวเองได้เกิดเป็นคนไทย ในแผ่นดินไทยใต้ร่มพระบารมีของพระองค์ท่าน เป็นข้าราชการของพระเจ้าอยู่หัวภายใต้เงาปีกพญาครุฑที่ยิ่งใหญ่ ได้รับใช้ผืนแผ่นดินไทยทำคุณงามความดีที่มิใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อแผ่นดินไทยและมวลมนุษย์ทุกคนที่ยืนอยู่ในโลกใบนี้ร่วมกัน

เวลา ๒๐.๑๙ น.
รู้สึกหดหู่ใจกับข่าวเศร้ารับวันใหม่กับโศกนาฏกรรมไฟไหม้ที่ Santika ย่านเอกมัย ภาวนาว่าขออย่าให้มีญาติเรา เพื่อนสนิทมิตรสหายหรือคนรู้จักกันอยู่ในรายชื่อที่เรียงรายหน้าสถานีตำรวจทองหล่อเลย ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า “ รู้ตัวเองทั่วพร้อม ” จะทำให้เรามีสติกับตัวเองในทุกสถานการณ์ เหตุร้ายจะกลายเป็นดีหากเราอยู่ด้วยสติ และรับรู้อารมณ์ของตัวเองในทุกลมหายใจ หวลนึกถึงหนังสือที่เพิ่งอ่านจบไปเมื่อ ๒-๓ วันก่อน “ เกิดเพราะกรรมหรือความซวย ” ทำไมหลายชีวิตต้องมาพบจุดจบในสถานที่เดียวกัน เพราะกรรม หรือ เพราะความซวย เกิดจากกฎความน่าจะเป็นหรือเป็นไปตามกฎทฤษฎียุ่งเหยิง แต่มนุษย์มีลมหายใจ มีความรู้สึก ทุกชีวิตเลือกทำในสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีชีวิตรอด แต่เป็นเพราะแต่ละคนมีโอกาสในการไขว่าคว้าหาทางออกของชีวิตไม่เท่ากัน.. หรือเปล่า ? ร่างกายสูญสลาย แต่จิตและบันทึกของความทรงจำยังคงอยู่ ขอให้ดวงจิตทุกดวงได้ไปสู่ชาติภพภูมิใหม่ตามแต่หัวใจจะต้องการ อย่าได้อาลัยอาวรณ์กับสังขารที่มอดไหม้ไปแล้วเลย ขอพระคุ้มครอง

เมื่อคืนได้ทำสิ่งที่อยากทำ กับการส่งข้อความอวยพรวันปีใหม่ให้กับใครบางคน รู้สึกไม่มั่นใจกับการตอบรับกลับมา ท้ายสุดคือการได้รับการโทรกลับมา รู้สึกตื้นตันจนไม่อยากพูดอะไร ได้แต่ปล่อยให้ปลายสายพูดอยู่คนเดียวจนวางสายในที่สุด ใช่เขาไหม น้ำเสียงช่างดูเศร้าเสียเหลือเกิน แต่แล้วก็ได้รับคำตอบในเช้าอีกวันหนึ่ง โทรศัพท์สายเดิมโทรเข้ามาทบทวนความจำ น้ำเสียงช่างละม้ายเหมือนกันเหลือเกิน เป็นไปได้หรือที่คนสองคน จะ มีน้ำเสียงเหมือนกันจนแยกไม่ออก ยังจำคำพูดที่เคยถามเขาเมื่อหลายปีก่อน “ คน ๆ หนึ่งจะลืมใครคนหนึ่งได้ไหม ” สำหรับตัวเองแล้วไม่เคยลืมเลือนไปสักครา ถึงแม้มิตรภาพแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ จะจบลงไปแล้ว แต่ตัวเองยังคงระลึกถึงเขาอยู่เสมอ .. .. อยากให้เขามีความสุขเหมือนอย่างที่ตัวเองมี